post:

เที่ยวอิ่มบุญ 'มานะ จิระนภากุล'

คงปฏิเสธไมได้ว่าหนึ่งในนั้นคือมานะ จิระนภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้อมบุญ จำกัดเขาคนนี้เป็นทั้งผู้บริหารและสถาปนิกที่มาแรงเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย เขาโบกมือลาสถานะ 'มนุษย์เงินเดือน' แล้วออกมาเป็น 'นาย' ตัวเอง โดยก่อตั้งบริษัทของตนเองที่ก่อตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 60 ล้านบาท และได้ดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ชื่อ “น้อมบุญ” ซึ่งนำมาจากชื่อของคุณปู่และคุณย่ารวมกันและที่สำคัญ เขาบอกว่า "ตั้งใจใช้คำว่า 'น้อมบุญ' มาเป็นเครื่องเตือนใจให้แก่ผู้บริหาร ตลอดจนพนักงานทุกคน ให้ทำธุรกิจบนแนวทางแห่งความดี"ปัจจุบัน บริษัทน้อมบุญฯ มีโครงการที่อยู่อาศัยออกมาเอาใจคนรุ่นใหม่หลายโครงการในหลายทำเลไม่เพียงแต่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเท่านั้น แต่เขาคนนี้ยังมี work life balance ที่ดีเยี่ยม และมีคุณธรรมประจำใจจนหลายๆ คนยึดถือเป็นแบบอย่าง ล่าสุดเขาได้ร่วมออกแบบก่อสร้าง "มหารัตนเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุ (มหาเจดีย์รัตนะ)” ขึ้นมาด้วยจิตศรัทธาในความดี

- อยากถามถึงจุดเริ่มต้นในการทำงานค่ะว่าเข้ามาจับงานด้านนี้ได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นน่าจะตั้งแต่เรียนจบทางสถาปัตยกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บวกกับความสนใจทางด้านการทำธุรกิจ เนื่องจากที่บ้านมีอาชีพค้าขาย ทำให้เลือกเรียนต่อ MBA ทางด้าน Real Estate ที่อเมริกา พอจบมาก็ทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์มาโดยตลอด เรียกว่าเรามาทำธุรกิจนี้เพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองมีความชำนาญ และมีความสนใจ พอมีจังหวะชีวิตที่เหมาะสมก็เลยกระโดดออกจากชีวิตมนุษย์เงินเดือนมาตั้งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เอง พอทำจริงๆ ก็ยิ่งชอบ เพราะเราได้ใช้ความรู้หลายๆ อย่างที่มีทั้งทางสถาปัตยกรรม การเงิน การบริหาร มาออกแบบสร้างบ้านให้เกิดขึ้น ชอบตรงที่เป็นธุรกิจที่จับต้องได้ เป็นของสวยงาม และสร้างความสุขให้ผู้อยู่อาศัย

-ในฐานะผู้บริหาร งานน่าจะรัดตัวพอสมควร มี work life balance อย่างไรบ้างคะ ระหว่างการทำงานกับการดูแลตัวเองและครอบครัว

อย่างหนึ่งที่ตั้งใจไว้ตอนเริ่มเปิดบริษัทคือการทำงานต้องมีความสุข เพราะเรามีโอกาสแล้ว ถ้าทำแล้วไม่มีความสุขจะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น เดิมตอนกินเงินเดือนคนอื่นเราแยกชีวิตส่วนตัวกับชีวิตที่ทำงานเลย แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วโดยเฉพาะธุรกิจนี้ก็ทำกับภรรยาด้วย ทำให้การ balance คงจะไม่ใช่การแบ่งด้วยมิติทางด้านเวลาหรือสถานที่อีกแล้ว แต่ก็มีข้อดีหลายอย่างคือทำให้เราสื่อสารไปในทิศทางเดียวกันได้ง่าย เป็นที่ปรึกษาช่วยเหลือกันได้ สนใจในเรื่องที่คล้ายๆ กัน ตอนนี้ work life balance จะเป็นลักษณะผสมผสานกันมากกว่าเดิม คงเน้นไปที่ทำงานให้มีความสุข และสนุกกับงาน ขณะที่ครอบครัวและตัวเองก็ต้องมีความสุขด้วย ซึ่งเราก็พยายามให้ลูกน้องเราทำงานแบบมีความสุขเหมือนกัน

-ทราบว่าคุณมานะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการออกแบบสร้าง "มหารัตนเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุ" ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดขอนแก่น ทำไมถึงได้มีไอเดียทำตรงนี้ขึ้นมาคะ

ความจริงสถาปนิกผู้ออกแแบบสร้าง "มหารัตนเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุ (มหาเจดีย์รัตนะ)” คือคุณกำธร ศีลอุดมทรัพย์ ที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก เราทั้งสองคนและภรรยาผมเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดครูบาอาจารย์องค์เดียวกันคือหลวงตาอ๋อย ท่านเป็นผู้ริเริ่มให้สร้างเจดีย์ ตอนท่านยังอยู่ท่านมีเมตตากับพวกเรามาก ตอนนี้ท่านไม่อยู่แล้ว ก็ต้องเป็นหน้าที่ของลูกศิษย์ทุกๆ คนที่จะทำสิ่งที่ท่านได้ริเริ่มไว้ให้สำเร็จและเจริญรุ่งเรือง ดังที่ท่านตั้งใจไว้ และที่ท่านทำก็เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะ พอดีในจุดนี้ ด้วยความที่เราทำบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เราก็เลยมีโอกาสและพอมีกำลังช่วยในหลายๆ ส่วนที่จะสนับสนุนการสร้างวัดสร้างเจดีย์ แต่จริงๆ แล้วมีลูกศิษย์ที่ทุ่มเทช่วยกันหลายคนครับ

ซึ่งพื้นที่ตรงนี้หลวงตาท่านเป็นคนเลือก ท่านชี้ว่าต้องทำที่นี่ ท่านมีญานพิเศษที่ลูกศิษย์ใกล้ชิดรู้กันดีพวกเราเลยไม่มีคำถามว่าจริงหรือไม่ แต่ทั้งนี้ทำเลที่ตั้งของวัดก็อยู่ในทำเลที่ดี และสะดวกมากนะครับ อยู่ที่ริมถนนเลี่ยงเมืองขอนแก่นด้านใต้ทางไปจังหวัดกาฬสินธุ์ มองเห็นจากถนนเลี่ยงเมือง แต่ไกลเลย ในช่วงวันสำคัญทางศาสนาจะมีการเปิดไฟฉลองเจดีย์ ถ้ามาตอนเย็นเริ่มมืดจะเห็นเจดีย์ที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น และมีความงดงามจับใจมาก

-ตอนนี้ "มหารัตนเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุ" สร้างเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์หรือยัง และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากน้อยแค่ไหน

ตอนนี้ตัวองค์เจดีย์ และพิพิธภัณฑ์ที่ฐานเสร็จแล้ว 100 เปอร์เซ็นต์แต่สภาพแวดล้อม อาคารบริวาร และภูมิทัศน์ ยังดำเนินการปรับปรุงอยู่ แต่ตอนนี้ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว มีคนแวะมากราบองค์หลวงปู่ดำบนเจดีย์สม่ำเสมอ หรือแม้แต่ชาวต่างชาติก็ให้ความสนใจมาก เพราะทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย( ททท.) ได้กำหนดให้วัดทุ่งเศรษฐี เป็นหนึ่งในวัดที่น่าเยี่ยมชมของจังหวัดขอนแก่นและภาคอีสาน และได้มีหน่วยงานท่องเที่ยวของมาเลเซียกับฮ่องกง ได้เข้ามาทำสกู๊ปข่าวไปแล้ว เพราะชาวพุทธในประเทศดังกล่าวมีความสนใจเกี่ยวกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และครูบาอาจารย์ในเมืองไทยมาก

-ถามถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัวบ้างค่ะ โดยปกติเป็นคนชอบการเดินทางหรือเปล่าคะ

ตอนช่วงอายุประมาณวัยรุ่นถึง 30 ต้นๆ เราได้เดินทางไปเที่ยวและใช้ชีวิตในต่างประเทศเยอะมาก จนเมื่อหลายปีก่อนรู้สึกว่าความกระตือรือร้นกับการท่องเที่ยวไม่ค่อยมากเท่าไหร่ เวลาไปเที่ยวก็จะเที่ยวในประเทศ ไปตีกอล์ฟ เอาความสะดวกเป็นหลักเพื่อคลายเครียดจากการทำงาน จนมาสัก 3 ปีที่แล้วภรรยาเริ่มบ่นว่าไม่ค่อยได้ไปเที่ยวต่างประเทศหรือที่ใหม่ๆ ประกอบกับบริษัทก็เริ่มอยู่ตัวแล้ว ก็เลยเริ่มเที่ยวเยอะขึ้น คราวนี้เลยเที่ยวบ่อยเลย เดี๋ยวนี้เริ่มแก่แล้ว ชอบเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม ดูงานศิลปะ สถาปัตยกรรม หรือไม่ก็ไปเมืองที่ไม่เคยไป

-ชอบเที่ยวในเมืองไทย หรือเน้นไปเมืองนอกค่ะ

คิดว่าอยากไปเที่ยวเมืองไทยให้ครบทุกที่ที่เขาว่าสวยกันนะ เพราะเดี๋ยวนี้การเดินทางก็สะดวกมากทั้งสายการบิน low cost รถเช่า ถนนหนทาง โรงแรมก็มีคุณภาพ ราคาก็ไม่แพง อาหารก็ถูกปาก แถมตอนนี้กำลังติดเรื่องการถ่ายรูปอยู่ก็เลยมีแรงฮึดอยากไปเก็บภาพสวยๆ ของเมืองไทยไว้

สำหรับการเดินทางไปเที่ยวเมืองนอกยังไงก็คิดว่าจะไปเรื่อยๆ เพราะมันมีความแตกต่าง ความน่าตื่นเต้น และน่าสนใจ แล้วก็ได้เจอสภาพอากาศที่เย็นกว่าเมืองไทย คนและวัฒนธรรมที่แตกต่างก็เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้ คิดว่าการเที่ยวเมืองนอกก็เป็นกำไรชีวิต และคงต้องไปตอนที่ร่างกายยังไม่เป็นอุปสรรค

-มีที่ไหนที่ประทับเป็นพิเศษไหมคะ

ความจริงมีหลายที่ แต่ขอเล่าที่ล่าสุดก็แล้วกัน เพิ่งไปเที่ยวฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่นมา ไปขับรถเที่ยวที่โน่นกันเองทั้งหมด 11 วัน ตอนแรกกังวลมากว่าจะหลง จะหาที่จอดรถยาก แต่พอจริงๆ แล้วก็ไม่ยาก จะงงหน่อยตอนเติมน้ำมันเท่านั้นเอง เมืองของเขาธรรมชาติสวยงามจริงๆ ตอนที่ไปเป็นช่วงต้นกันยายน อากาศกำลังดีประมาณ 20 องศา มีหมอกกำลังสวย ดอกไม้ทั้งในสวนและดอกไม้ป่าสวยมากๆ ที่ที่ไปพักคราวนี้ชื่อเมือง Hirafu ใน Niseko เป็นเมืองสกี แต่เราไปตอนต้นฤดูใบไม้ร่วง ไม่รู้ว่าเพราะเป็นนอกเมืองหรือเปล่าแต่ผู้คนดูใจดี สบายๆ อาหารการกินถูกปากแล้วก็ไม่แพงเกินไปด้วย อาจสูงกว่ากินอาหารญี่ปุ่นที่เมืองไทยแค่นิดหน่อยเอง

-มองว่าการได้เดินออกเดินทางท่องเที่ยว ให้อะไรกับชีวิตบ้างคะ

การได้ออกไปท่องเที่ยวเหมือนกำไรชีวิต อย่างแรกเลยมันเป็นการเติมพลังให้เราหลังจากการอ่อนล้าจากการทำงาน ทำให้มีแรงกลับไปทำงานใหม่ การท่องเที่ยวแต่ละครั้งทำให้เราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆที่อาจนำมาเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต หรือการทำงาน และที่สำคัญคือการที่เราได้มีเวลา และแบ่งปันความสุขอยู่กับคนที่สำคัญกับเราไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว หรือเพื่อนใหม่ที่เพิ่งเจอะเจอก็ตาม

แถมกลับมาเวลาเราคุยกับใครที่มีประสบการณ์ที่คล้ายๆ กันหรือไปเที่ยวที่เดียวกันมาก็สามารถเป็นหัวข้อการสนทนาที่ย้อนนำความสุขกลับมาได้อีกครั้งอีกด้วย