post:

ตามรอยวิถีพุทธ ณ มหารัตเจดีย์ ...เจดีย์แห่งสามโลก

ณ จุดที่สามโลกธาตุ คือ สวรรค์ แดนมนุษย์ และบาดาล มาบรรจบกัน เมื่อวันที่ 5 เดือน 5 ปี 2555 ขึ้น 15 ค่ำ ได้มีพิธีสมโภชมหารัตนเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุ ณ วัดทุ่งเศรษฐี ใจกลางเมืองขอนแก่น อย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวและการเรียนรู้ทางศาสนา ที่โดดเด่นด้วยศิลปกรรมหนึ่งเดียว ตามแบบแผนทางสถาปัตยกรรมแนวจารีต ด้วยแนวทางการออกแบบร่วมสมัย ให้เป็นศูนย์รวมของผู้คนทุกหมู่เหล่า และทุกความเชื่อโดยไม่มีการแบ่งแยก... "ถึงเวลาที่จะกลับไปโปรดลูกหลานตนเองในบ้านเกิดที่ขอนแก่น" ส่วนหนึ่งของคำบอกเล่าจากลูกศิษย์ที่เคารพรักใน "หลวงตาอ๋อย" หรือที่รู้จักกันในนาม "หลวงตาอ๋อยย่ามแดง" ผู้ซึ่งเป็นผู้อุปัฏฐากครูบาอาจารย์พระกรรมฐานสายวัดป่าในภาคอีสาน ตลอดจนเป็นผู้อุทิศตนในการช่วยเหลือผู้คนมากมาย ได้บอกให้สร้างมหาเจดีย์ สิ่งก่อสร้างทางพระพุทธศาสนาแห่งนี้ขึ้น เพื่อสงเคราะห์ลูกหลาน และให้เหล่าชาวพุทธได้มีโอกาสสร้างกุศลสะสมบุญครั้งยิ่งใหญ่ต่อมาในปี 2542 หลวงตาอ๋อยได้เห็นด้วยญาณวิถี ว่าที่ดินเก่าแก่ราว 5 ไร่ ที่ ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น แห่งนี้เป็นแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นช่องทางสำคัญที่เหล่าเทวดาทั้งที่สถิตอยู่เบื้องบนและเบื้องล่าง ใช้เป็นที่สัญจรติดต่อกัน โดยมีโลกมนุษย์เป็นแดนกลาง ซึ่งหลวงตาอ๋อยเรียกว่า "แผ่นดินสามโลกธาตุ" ที่ได้มีการขุดพบพระขรรค์สำริดโบราณเข้าโดยบังเอิญ ทำให้หลวงตาดำริให้ลูกหลานศิษยานุศิษย์ร่วมกันก่อสร้างมหารัตนเจดีย์ขึ้น บนที่ดินรวมกว่า 73 ไร่ ที่ได้จัดซื้อเพิ่มเติมให้เพียงพอเหมาะสมกับการสร้างสิ่งปลูกสร้างทางพระพุทธศาสนาแห่งนี้ โดยได้ถวายชื่อว่า "มหาเจดีรัตนะ" หรือ "มหาเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุ" เพื่อประกอบความมุ่งหมาย 3 ประการ คือ 1.สถาปนามหารัตนเจดีย์ฯ ไว้เป็นพุทธบุชา และเป็นที่ระลึกถึงมหาเจดีย์องค์สำคัญสามองค์ในสามโลก คือ เจดีย์บุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นาคเจดีย์ในนาคพิภพ และมหารัตน์เจดีย์ศรีไตรโลกธาตุ (มหาเจดีย์รัตนะ) แห่งนี้ ผู้มาสักการบูชาย่อมเท่ากับได้กราบบูชาเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ 3 แห่ง ในสามโลกพร้อมกัน 2.เพื่อน้อมเอาบุญเอาคุณความดีแห่งการสร้างมหาเจดีย์ฯ นี้ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และราชวงศ์จักรีที่ท่านเทิดทูนยิ่ง 3.ให้ลูกหลานศิษย์และประชาชนทั่วไปใช้เป็นนาบุญแห่งการทำกุศลบำเพ็ญคุณความดี กำธร ศีลอุดมทรัพทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา บริษัท น้อมบุญ จำกัด ซึ่งหลวงตาอ๋อย ได้มอบหมายได้รับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบมหารัตนเจดีย์ เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกไม่คิดว่าจะออกแบบได้ เพราะไม่มีประสบการณ์ออกแบบงานสถาปัตยกรรมเช่นนี้มาก่อน แต่ก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นจากเหตุการณ์เหมือนกับฝันและจริงในคืนที่ไปถือศีลสมาธิแนวคิดการออกแบบหมายถึง "พุทธภาวะ" ตั้งอยู่ท่างกลางบึงน้ำล้อมรอบ 4 ทิศ เปรียบเป็นโอฆสสงสารอันสัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายตามเกิดอยู่ปลียอดของพระมหาเจดีย์รูปดอกบัวตูม สื่อถึงพุทธภาวะ หมายความว่า ดอกบัวแห่งความรู้แจ้งนี้ผุดงอกมาจากบึงน้ำแห่งวัฏสงสาร เติบโตขึ้นเพื่อเบ่งบานสู่เบื้องบน คือพระนิพพานในที่สุด ฐานทักษิณาเป็นรูปสี่เหลี่ยมแทนพระอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อันเป็นอุดมสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ และนำมาเผยแพร่ส่วนเจดีย์ทิศทั้งสี่แทนมหาภูตรูป 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อันเป็นธาตุองค์ประกอบพื้นฐานของโลก ซึ่งเป็นที่สถิตของ เทวรูปแทนองค์ท้าวจาตุมหาราชิกาทั้ง 4 เทวราช ผู้ดูแลมนุษย์ พิทักษ์โลก และพระพุทธศาสนาฐานชั้นที่ 2 ส่วนประดิษฐานพระประธานเป็นรูป 8 เหลี่ยม หมายถึงมรรคมีองค์ 8 ทางสายกลาง อันเป็นแนวปฏิบัติเพื่อสู่นิพพาน องค์พระเจดีย์ออกแบบให้เป็นวิหารลักษณ์เป็นคัพภวิสัย คือเป็นห้องโถงโล่งทรงระฆังคว่ำ ประดิษฐานพระประธาน คือ พระพุทธนีลวรรโณศีโลทรัพยุดม (หลวงปู่เจ้าพระองค์ดำ) เป็นพระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องจักรพรรดิปิดทองประดับด้วยอัญมณีสีต่างๆความหมายในแนวตั้งขององค์มหาเจดีย์ฯ ชั้นล่างสุดเป็นชั้นบาดาล ถัดมาเป็นมนุษย์ภูมิ เป็นชั้นเดียวกันกับพระเจดีย์ ซึ่งทั้ง 2 ชั้นนี้ เป็นชั้นที่ผู้คนจะเข้าไปกราบไหว้และประกอบพิธีทางศาสนาได้ ส่วนตั้งแต่หลังคาขึ้นไปนั้นคือชั้นเทวภูมิ โดมใหญ่มีรูปปั้นเทพพนมลิยตัวประจำอยู่ทั้ง 8 ด้าน ที่สันโดมมีพญานาคประคองพุ่มดอกไม้โคมไฟบูชาพระมหาเจดีย์เคียงคู่อยู่ด้วยพร้อมกันนี้ยังบอกด้วยว่า เพดานภายในโถงเจดีย์ แสดงระบบสุริยจักรวาล มีพระอาทิตย์ที่จุดกึ่งกลางโดมโดยใช้ดาวเพดานสีทองห้อยช่อไฟแชนเดอร์เลียร์เป็นสัญลักษณ์ รายล้อมด้วยดาวนพเคราะห์สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของผู้คนทุกหมู่เหล่าได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไปด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่ใช้เวลาก่อนสร้างกว่า 7 ปี 7 เดือน มาวันนี้มหารัตนเจดีย์ฯ แห่งนี้ก็ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว สถานที่แห่งนี้ก็จะยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน เพื่อร่วมสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่เป็นที่พึ่งให้กับชาวพุทธต่อไป